ภาษาไทย | English
 
 
 
 
 
ปีที่ 4 ฉบับที่ 3
ประจำวันที่ 1 ก.ย. - 30 พ.ย. 59
Association of Southeast Asian Nations HealthCare Services Sectoral Working Group HSSWG
 
FLASH PLAYER
ADOBE READER
JAVA VIRTUAL MACHINE
 
 


ประกาศแพทยสภา
ที่    ๑๗/ ๒๕๕๒
เรื่อง เกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สาขาและอนุสาขาต่างๆ
เกณฑ์สถาบันฝึกอบรม  การขอเป็นสถาบันฝึกอบรม และการติดตามกำกับดูแลสถาบัน

การฝึกอบรม  พ.ศ. ๒๕๕๒

 


เพื่อให้ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย   และสมาคมวิชาชีพ     มีแนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ      คณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๑๒/ ๒๕๕๑  วันที่  ๑๑  ธันวาคม  พ.ศ.๒๕๕๑     ให้ยกเลิกประกาศแพทยสภาที่ ๑๘/๒๕๕๐  และได้กำหนดเกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ    เกณฑ์สถาบันฝึกอบรม    การขอเป็นสถาบันฝึกอบรม และการติดตามกำกับดูแลสถาบันฝึกอบรม ไว้ดังนี้

ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพ      เมื่อพิจารณาเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาใดเพิ่มเติม      ให้ทำเรื่องร้องขอแพทยสภาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างหลักสูตร เพื่อพิจารณาจัดทำเกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมและเกณฑ์สถาบันฝึกอบรมตามที่กำหนดในข้อ ๑ และ ๒   เสนอให้แพทยสภา อนุมัติ  และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้วหากมีคณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์  สถาบันทางการแพทย์  หรือโรงพยาบาลใดมีความประสงค์จะขอเป็นสถาบันฝึกอบรมในสาขานั้นให้ดำเนินการตามที่กำหนดในข้อ ๓   และเมื่อมีสถาบันฝึกอบรมได้รับการอนุมัติให้เปิดการฝึกอบรมแล้ว  ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย   และสมาคมวิชาชีพจะต้องติดตามกำกับดูแลสถาบันฝึกอบรมนั้นตามที่กำหนดในข้อ ๔

 

๑.  เกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรม
เกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมที่ราชวิทยาลัย    วิทยาลัย    หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะเสนอให้แพทยสภาพิจารณาอนุมัติ จะต้องประกอบด้วยหัวข้อและสาระสำคัญดังนี้
๑.๑ ชื่อหลักสูตร
หลักสูตรการฝึกอบรม จะต้องกำหนดชื่อหลักสูตรทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
(ก)    สาขาประเภทที่ ๑ และ ๒
(ภาษาไทย)หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขา ………………………………………………………..
(ภาษาอังกฤษ)Residency Training in ………………………………………………………………..
(ข)    สาขาประเภทที่ ๓
(ภาษาไทย)หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม  อนุสาขา ……………………………………………..

(ภาษาอังกฤษ)Fellowship  Training  in ………………………………………………………………

๑.๒     ชื่อวุฒิบัตร
หลักสูตรการฝึกอบรมจะต้องกำหนดชื่อวุฒิบัตรทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
(ก)    สาขาประเภทที่ ๑ และ ๒
ชื่อเต็ม
(ภาษาไทย)วุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขา ……….
(ภาษาอังกฤษ)Diploma of the Thai Board of ............................................................................

ชื่อย่อ
(ภาษาไทย)วว. .............................................(หลังคำว่า “วว.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของสาขา)
(ภาษาอังกฤษ)Dip. ..........................................(หลังคำว่า “Dip.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของสาขา)
คำแสดงวุฒิการฝึกอบรมท้ายชื่อ
(ภาษาไทย)วว. ............................................. (หลังคำว่า “วว.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของสาขา)
(ภาษาอังกฤษ)Diplomate, Thai Board of ......................... (หลังคำว่า “of” เขียนชื่อเต็มของสาขา)
หรือ Dip., Thai Board of ..................... (หลังคำว่า “of” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของสาขา)

(ข)    สาขาประเภทที่ ๓
ชื่อเต็ม
(ภาษาไทย)วุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม อนุสาขา…….
(ภาษาอังกฤษ)Diploma of the Thai Subspecialty Board of .......................................................
ชื่อย่อ
(ภาษาไทย)วว. ........................................ (หลังคำว่า “วว.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของอนุสาขา)
(ภาษาอังกฤษ)Dip. ..................................... (หลังคำว่า “Dip.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของอนุสาขา)
คำแสดงวุฒิการฝึกอบรมท้ายชื่อ
(ภาษาไทย)วว. ........................................ (หลังคำว่า “วว.” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อของอนุสาขา)
(ภาษาอังกฤษ)Diplomate, Thai Subspecialty Board of ............. (หลังคำว่า “of” เขียนชื่อเต็มของ
อนุสาขา)
หรือ Dip., Thai Subspecialty Board of ............... (หลังคำว่า “of” เขียนชื่อเต็มหรือชื่อย่อ
ของอนุสาขา)

๑.๓ หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ระบุชื่อราชวิทยาลัย   วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม
๑.๔ หลักการและเหตุผลในการขอเปิดหลักสูตร
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรมจะต้องแสดงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมในสาขานั้นๆ
๑.๕ กำหนดการเปิดฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย   วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรมจะต้องกำหนด ปีที่จะเริ่มการฝึกอบรม  ซึ่งจะต้องไม่ก่อนการอนุมัติเกณฑ์หลักสูตรจากแพทยสภา
๑.๖ อาจารย์
ราชวิทยาลัย    วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องกำหนดคุณสมบัติของอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรม        และผู้ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบการฝึกอบรมของสถาบัน ฝึกอบรม    รวมทั้งเกณฑ์จำนวนขั้นต่ำของอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมที่สถาบันฝึกอบรมจะต้องมีก่อนขอเปิดเป็น สถาบันฝึกอบรม โดยต้องมีอย่างต่ำ ๒ คน
หากจำเป็นต้องให้มีอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมแบบบางเวลาร่วมด้วย ราชวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม    จะต้องระบุจำนวนขั้นต่ำของอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมแบบเต็มเวลาที่สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้มี          ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ของจำนวนอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรม  เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้    และภาระงานในสาขานั้นของอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมแบบบางเวลาเมื่อรวมกันทั้งหมดจะต้องไม่น้อยกว่าภาระงานของจำนวนอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมแบบเต็มเวลาที่ต้องทดแทน
ในกรณีที่หลักสูตรการฝึกอบรมเป็นแบบที่มีสถาบันร่วมฝึกอบรม    หรือมีสถาบันฝึกอบรมสมทบ      ให้อนุโลมใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดดังกล่าวสำหรับการกำหนดจำนวนอาจารย์ในแต่ละสถาบันฝึกอบรม     โดยทอนเป็นสัดส่วนตามเวลาที่สถาบันฝึกอบรมนั้นๆมีส่วนร่วมในการฝึกอบรม

๑.๗ จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องระบุจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่หลักสูตรของสถาบันฝึกอบรมจะรับได้ในแต่ละปีและแต่ละชั้น  หรือ เรียกว่า ศักยภาพในการฝึกอบรม  ของสถาบันฝึกอบรมนั้น  โดยให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของจำนวนอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมแบบเต็มเวลาในข้อ ๑.๖  และปริมาณงานบริการของสาขาที่ให้การฝึกอบรมตามที่ระบุไว้ในข้อ  ๒.๒ หากสถาบันฝึกอบรมจำเป็นจะต้องจัดให้มีอาจารย์ผู้ให้การฝึกอบรมปฏิบัติงานแบบบางเวลาด้วย   ให้ใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ ๑.๖ ในการคำนวณ
ในกรณีที่หลักสูตรการฝึกอบรมเป็นแบบที่มีสถาบันร่วมฝึกอบรม   หรือมีสถาบันฝึกอบรมสมทบ   ให้ใช้จำนวนอาจารย์ของสถาบันฝึกอบรมทุกแห่งที่กำหนดในข้อ ๑.๖ ในการคำนวณ   
หากสถาบันฝึกอบรมใดมีสถานภาพเป็นสถาบันร่วมฝึกอบรมหรือสถาบันฝึกอบรมสมทบให้กับหลายหลักสูตรในสาขาเดียวกัน  จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่จะปฏิบัติงานในสถาบันฝึกอบรมแห่งนั้นในเวลาหนึ่งๆ  จะต้องไม่เกินศักยภาพของสถาบันฝึกอบรมนั้น
๑.๘ คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม        จะต้องระบุคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม  ให้สอดคล้องกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติและวุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๕๒
๑.๙ จำนวนปีการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องระบุจำนวนปีของการฝึกอบรม  สาขาที่ ๑ และ ๒ ไม่น้อยกว่า ๓ ปี และสาขาที่ ๓ ไม่น้อยกว่า ๒ ปี
๑.๑๐ วัตถุประสงค์
ราชวิทยาลัย วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องระบุวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม
๑.๑๑  เนื้อหาสังเขปของการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องระบุเนื้อหาสังเขปของการฝึกอบรม
๑.๑๒   วิธีการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรมจะต้องระบุวิธีการฝึกอบรมหลักที่สถาบันฝึกอบรมควรพิจารณาจัดให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม  เพื่อให้ได้ประสบ การณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาของการฝึกอบรม โดยให้ระบุวิธีการฝึกอบรมและลักษณะการจัดในแต่ละช่วงหรือชั้นปีของการฝึกอบรม
๑.๑๓   การประเมินผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องระบุรูปแบบการประเมินผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้แก่
(๑)     การประเมินระหว่างการฝึกอบรม    
สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัตงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรมเมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมในแต่ละช่วง หรือแต่ละ ปี  เพื่อสามารถให้ข้อมูลกับผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบการพัฒนาหรือเพื่อการเลื่อนระดับ
(๒)     การประเมินเพื่อวุฒิบัตรฯ
 ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมาย ให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรมจะต้องระบุคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสอบเพื่อวุฒิบัตรวิธีการประเมิน   และเกณฑ์การตัดสิน     ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลัก เกณฑ์ การออกหนังสืออนุมัติและวุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม  พ.ศ.๒๕๕๒
๑.๑๔   การประกันคุณภาพการฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม  จะต้องระบุให้สถาบันฝึกอบรมจัดให้มีการประกันคุณภาพการฝึกอบรมตามระบบ กลไก  และเกณฑ์ที่ แพทยสภากำหนด
๑.๑๕   การทบทวน และการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม
ราชวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม จะต้องจัดให้มีการทบทวนและพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเป็นระยะๆ  หรืออย่างน้อยทุก ๕ ปี    และแจ้งผลการ ทบทวน และพัฒนาให้แพทยสภารับทราบ

๒.  เกณฑ์สถาบันฝึกอบรม
สถาบันฝึกอบรม   หมายถึง  คณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์  สถาบันทางการแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่จัดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน
อนึ่งราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้ดูแลการฝึกอบรมสาขาหรืออนุสาขาใด เ มื่อ
จะพิจารณาอนุมัติให้คณะแพทยศาสตร์   วิทยาลัยแพทยศาสตร์   สถาบันทางการแพทย์   หรือโรงพยาบาลใดเปิดเป็นสถาบันฝึกอบรมได้  คณะแพทยศาสตร์   วิทยาลัยแพทยศาสตร์  สถาบันทางการแพทย์  หรือโรงพยาบาลนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ทั่วไปและเกณฑ์เฉพาะ  และจะต้องระบุสถานภาพของสถาบันฝึกอบรมนั้น ดังนี้
๒.๑      เกณฑ์ทั่วไปสำหรับสถาบันฝึกอบรม
(๑)      คุณสมบัติทั่วไป
(ก) ได้รับการรับรองคุณภาพ หรือกำลังดำเนินการพัฒนาเพื่อการรับรองคุณภาพ
(ข) มีบรรยากาศทางวิชาการในลักษณะสังคมนักวิชาการ เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติในการใฝ่รู้ ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
(ค) มีระบบการบริหารจัดการที่ดี  มีสถานที่   เครื่องมืออุปกรณ์   และจำนวนผู้ป่วยทั้งประเภท ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกพอเหมาะแก่การฝึกอบรม        และผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้มีส่วน ดำเนินการดูแลรักษาและให้บริการกับผู้ป่วยโดยตรง
(ง)  มีหน่วยงานเทียบเท่าภาควิชาในคณะแพทยศาสตร์    วิทยาลัยแพทยศาสตร์    หรือแผนกใน โรงพยาบาล  เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ       โดยผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัย แพทยศาสตร์  หรือโรงพยาบาลที่รับผิดชอบดำเนินการต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่อาจ ขัดขวางการบริหารงานและการพัฒนางานการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน
(จ) มีปณิธานและพันธกิจระบุไว้ชัดเจนว่ามุ่งผลิตแพทย์ประจำบ้านที่มีความรู้ความสามารถ และคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักสูตร   และมีความสามารถในการเป็นนักวิชาการ   และ ที่จะศึกษาต่อเนื่องได้  และมีวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่สอดคล้องกับพันธกิจ
(ฉ)  มีระบบบริหารงานที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการจัดการฝึกอบรมให้บรรลุตามปณิธาน       ได้แก่ การบริหารงานทั่วไป    การบริหารการศึกษา เป็นต้น     ระบบบริหารงานดังกล่าวให้ทำเป็น ระเบียบของคณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์  สถาบันทางการแพทย์  หรือ โรงพยาบาล และประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องทราบทั่วกัน
(ช) มีแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเพียงพอรับผิดชอบในสาขาที่ฝึกอบรมและในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีความมุ่งมั่น ความเต็มใจในการเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรฝึกอบรม

(ซ)ในระยะเริ่มแรก (ประมาณ ๕ ปี) คณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์ สถาบันทางการแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ขอเปิดดำเนินการฝึกอบรม  อาจพิจารณาทำความตกลงกับคณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์   หรือโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์ดำเนินการเปิดหลักสูตรการฝึกอบรมมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี ให้ช่วยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษ และช่วยเหลือ   หรือเป็นสถาบันสมทบ   หรือสถาบันร่วมในการดำเนินการฝึกอบรม

(ฌ)ก่อนเปิดดำเนินการฝึกอบรม คณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์   สถาบันทางการแพทย์  หรือโรงพยาบาล          จะต้องดำเนินการให้แพทยสภารับรองหลักสูตรของสถาบันฝึกอบรมเพื่อให้ผู้สำเร็จการฝึกอบรมมีสิทธิ์เข้าสอบเพื่อวุฒิบัตรฯ  และจะต้องมีความพร้อมในการจัดการฝึกอบรมและทรัพยากรต่างๆ  โดยเฉพาะอาจารย์  สื่อการศึกษาและอุปกรณ์การฝึกอบรมครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด        ทั้งนี้จะต้องมีแผนดำเนินงานระยะ ๕ ปีที่มีความชัดเจนและเป็นไปได้ โดยแผนปฏิบัติการจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีความพร้อมดังกล่าว   ก่อนเริ่มการฝึกอบรมแต่ละชั้นปีอย่างน้อย ๑ ปีการศึกษา
(ญ) ในกรณีที่เป็นสถาบันฝึกอบรมภาคเอกชน นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติตามข้อ (ก) ถึง (ฌ) แล้ว     จะต้องไม่แสวงหากำไรจากการฝึกอบรม     โดยให้จัดตั้งมูลนิธิหรือกองทุนที่มีทุน สำรองเพียงพอในการดำเนินการระยะยาว และให้มีผู้แทนราชวิทยาลัย   วิทยาลัย  หรือ สมาคมวิชาชีพที่รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม  เป็นกรรมการของมูลนิธิหรือกองทุนโดย ตำแหน่ง
(๒)   หน่วยงานกลางพื้นฐาน  สถาบันฝึกอบรมนั้นจะต้องมีหน่วยงานกลางให้บริการดังต่อไปนี้
(ก)   ห้องปฏิบัติการสำหรับการชันสูตร   สถาบันฝึกอบรมจะต้องมีการให้บริการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการ หรือติดต่อขอรับบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ครอบคลุมการชันสูตร ประเภทพื้นฐานและประเภทจำเพาะที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรม  ซึ่งห้องปฏิบัติการต้อง มีพยาธิแพทย์หรือแพทย์หรือบุคลากรอื่นที่มีความรู้ความชำนาญเป็นผู้ควบคุม • ห้องปฏิบัติการด้านพยาธิวิทยากายวิภาค    สามารถที่จะทำการตรวจศพ  ตรวจชิ้น เนื้อและสิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยาที่ได้จากการผ่าตัดหรือการทำหัตถการ  สามารถเตรียม สไลด์ชิ้นเนื้อเยื่อและสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้เอง     พยาธิแพทย์ต้องมี เวลา มีความสามารถ และเต็มใจให้คำปรึกษาหารือหรือสอนแพทย์ประจำบ้านทุกสาขาได้ อัตราการตรวจศพซึ่งเปรียบเสมือนดัชนีชี้บ่งความสนใจทางวิชาการและความใส่ใจในการ ค้นหาสาเหตุ การดำเนินโรค และการประเมินผลการรักษาของแพทย์ในโรงพยาบาลนั้นจะ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของจำนวนผู้ป่วยที่ถึงแก่กรรม    (ไม่รวมการตรวจศพทางด้าน นิติเวชศาสตร์)  การตรวจศพ  การตรวจชิ้นเนื้อ    และการตรวจทางเซลล์วิทยาต้องกระทำ โดย ครบถ้วนจนสามารถให้การวินิจฉัยขั้นสุดท้าย  และต้องมีรายงานการตรวจเก็บไว้เป็น หลักฐานทุกราย
ในกรณีที่อัตราการตรวจศพของสถาบันฝึกอบรมไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด  สถาบัน จะต้องแสดงหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความสนใจทางวิชาการ       และความใส่ใจในการค้นหา สาเหตุการดำเนินโรค   และการประเมินผลการรักษาของแพทย์ในโรงพยาบาลด้วยการ ตรวจทางพยาธิวิทยาหรือการตรวจอื่นๆ   •  ห้องปฏิบัติการด้านพยาธิวิทยาคลินิกหรือเวชศาสตร์ชันสูตร สามารถให้บริการ
ตรวจด้านโลหิตวิทยา เคมีคลินิก   จุลทรรศนศาสตร์  จุลชีววิทยา  วิทยาภูมิคุ้มกันได้เป็น
ประจำ  รวมทั้งจะต้องมีการให้บริการทางด้านธนาคารเลือดที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรม
(ข)   หน่วยรังสีวิทยา สถาบันฝึกอบรมจะต้องมีรังสีแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ สามารถตรวจทางรังสี ที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรมได้
(ค)   ห้องสมุดทางแพทย์        สถาบันฝึกอบรมจะต้องมีห้องสมุดซึ่งมีตำรามาตรฐานทางการ แพทย์ วารสารการแพทย์ที่ใช้บ่อย   และหนังสือดรรชนีสำหรับช่วยค้นรายงานที่ตีพิมพ์ใน วารสารสำหรับให้แพทย์ประจำบ้านใช้ได้สะดวก
(ง)   หน่วยเวชระเบียนและสถิติ  สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้ผู้ป่วยทุกคนมีแฟ้มประจำตัว ซึ่งบันทึกประวัติ  ผลการตรวจร่างกาย  การสั่งการรักษาที่เป็นมาตรฐาน   และมีระบบการ จัดเก็บ  ค้นหา  และการประมวลสถิติที่มีประสิทธิภาพ
(๓)     หน่วยงานทางด้านคลินิกที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยสาขาที่ฝึกอบรม   สถาบันฝึกอบรม จะต้องมีหน่วยงานทางคลินิกที่สำคัญได้แก่ อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ สูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในสาขาที่ฝึกอบรมหากจำเป็น
(4) กิจกรรมวิชาการ     สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้มีกิจกรรมวิชาการสม่ำเสมอ ทั้งในหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสาขาที่ฝึกอบรม   เช่น กิจกรรม    journal club     หรือกิจกรรมวิชาการระหว่าง หน่วยงานหรือระดับโรงพยาบาล  เช่น  tissue conference,   tumour conference,    morbidity mortality conference,   clinicopathological conference นอกจากนี้  สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดหรืออนุญาตให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปเรียนวิทยาศาสตร์การ แพทย์พื้นฐานประยุกต์ หรือวิทยาศาสตร์คลินิกสัมพันธ์ และควรสนับสนุนให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ร่วมประชุมวิชาการนอกสถาบันฝึกอบรมตามโอกาสสมควร
๒.๒      เกณฑ์เฉพาะสำหรับสถาบันฝึกอบรม
สถาบันฝึกอบรมจะต้องจัดให้มีหน่วยงานให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในสาขาที่ฝึกอบรมตลอดเวลา    มีงานบริการที่มีคุณภาพและปริมาณเป็นไปตามที่ราชวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพ ที่แพทยสภามอบหมายให้ดูแลการฝึกอบรม สาขานั้นๆ เป็นผู้กำหนด

สถาบันฝึกอบรมใดขาดหน่วยงานหรือคุณสมบัติบางข้อ    ก็อาจจัดการฝึกอบรมโดยใช้สถาบันการฝึกอบรม
อื่นเป็นสถาบันสมทบ หรือสถาบันร่วมฝึกอบรม         โดยความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ  สาขาวิชาที่จะขอเปิดการฝึกอบรม  
๒.๓      สถานภาพของสถาบันฝึกอบรม
     สถาบันฝึกอบรมอาจมีสถานภาพหลายอย่าง ตามบทบาทหน้าที่ในการฝึกอบรม ดังนี้
(๑)    สถาบันฝึกอบรมหลัก  ได้แก่ สถาบันฝึกอบรมที่ดำเนินการจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ ประจำบ้าน   และได้รับอนุมัติจากแพทยสภาให้เปิดเป็นสถาบันฝึกอบรม โดยจัดให้ผู้เข้ารับการ ฝึกอบรมได้รับประสบการณ์จากสถาบันฝึกอบรมตลอดหลักสูตร   หรือเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าระยะ เวลา ๒ ใน ๓ ของหลักสูตร
(๒)   สถาบันฝึกอบรมสมทบ ได้แก่ สถาบันฝึกอบรมที่ได้รับอนุมัติจากแพทยสภาให้เป็นสถาบัน ฝึกอบรมสมทบกับสถาบันหลัก    เพื่อจัดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในส่วนที่สถาบันหลักไม่ สามารถจัดประสบการณ์ได้ โดยกิจกรรมดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วต้องมีระยะเวลารวมกันไม่ต่ำ
กว่า ๓ เดือน และไม่เกิน ๑ ใน ๓ ของระยะเวลาของหลักสูตร
ตัวอย่างคณะแพทยศาสตร์ ......... จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมฯ สาขา .......... และขอ
อนุมัติเปิดเป็นสถาบันฝึกอบรม  รวมทั้งขอให้คณะแพทยศาสตร์……………..
เป็นสถาบันฝึกอบรมสมทบ จัดกิจกรรม ............... ให้ผู้เข้าฝึกอบรมเป็นเวลา ๖ เดือน เป็นต้น

(3) สถาบันร่วมฝึกอบรม      ได้แก่ สถาบันฝึกอบรมตั้งแต่ ๒ แห่งขึ้นไปที่ดำเนินการจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านและได้รับอนุมัติจากแพทยสภาให้เปิดเป็นสถาบันฝึกอบรมร่วมกัน โดยจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับประสบการณ์จากทุกสถาบัน โดยแต่ละแห่งมีเวลาไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๓ ของระยะเวลาของหลักสูตร
ตัวอย่างคณะแพทยศาสตร์ .............. ร่วมกับ โรงพยาบาล ................ จัดทำหลักสูตร
การฝึกอบรมฯ สาขา ................... และขออนุมัติเปิดเป็นสถาบันร่วมฝึกอบรม
โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับประสบการณ์จากคณะแพทยศาสตร์ ..............
เป็นเวลา ๒ ปี และจากโรงพยาบาล ............. เป็นเวลา ๑ ปี เป็นต้น

(4) สถาบันฝึกอบรมกิจกรรมเลือก  ได้แก่ สถาบันฝึกอบรมที่ได้รับความเห็นชอบจากราชวิทยาลัย

  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพ  โดยการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ  สาขา นั้น ให้เป็นสถาบันฝึกอบรมที่จัดประสบการณ์เพิ่มเติมให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่สนใจได้ใน ลักษณะของกิจกรรมเลือก (Elective) โดยมีระยะเวลาไม่เกิน ๓ เดือน หลักสูตรอาจจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับประสบการณ์เพิ่มเติมจากสถาบันฝึกอบรม กิจกรรมเลือกได้     โดยจะต้องมีระยะเวลารวมกันตลอดหลักสูตรไม่เกินระยะเวลาที่ราชวิทยาลัย วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพกำหนด

๓.  การขออนุมัติเป็นสถาบันฝึกอบรม
คณะแพทยศาสตร์  วิทยาลัยแพทยศาสตร์  สถาบันทางการแพทย์   หรือโรงพยาบาลใดที่มีความประสงค์จะเปิด เป็นสถาบันฝึกอบรมในสาขาที่มีเกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมที่ได้รับการอนุมัติจากแพทยสภาแล้ว  ถ้าเป็นการจัดการฝึกอบรมที่มีหรือไม่มีสถาบันฝึกอบรมสมทบ    ให้สถาบันฝึกอบรมหลักเป็นผู้ดำเนินการจัดทำข้อมูล      หากเป็นการจัดการฝึกอบรมในลักษณะที่มีสถาบันร่วมฝึกอบรม     ให้ทุกสถาบันฝึกอบรมร่วมรับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการจัดทำข้อมูลตามเกณฑ์หลักสูตรการฝึกอบรมที่ได้รับอนุมัตินั้น เสนอแพทยสภา  เพื่อส่งให้ราชวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรมประสานงานกับคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ   ตรวจรับรองการเปิดเป็นสถาบันฝึกอบรมและกำหนดศักยภาพของสถาบันฝึกอบรมหลักและสถาบันสมทบ(ถ้ามี)    หรือสถาบันร่วมฝึกอบรม   ตามเกณฑ์หลักสูตรและจำนวนความต้องการของแพทย์เฉพาะทางสาขานั้น    แล้วให้นำเสนอราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้ดูแลการฝึกอบรมพิจารณาเสนอให้แพทยสภาอนุมัติต่อไป

๔.     การติดตามกำกับดูแลสถาบันฝึกอบรม

ราชวิทยาลัย  วิทยาลัย  หรือสมาคมวิชาชีพที่แพทยสภามอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการฝึกอบรม   จะต้อง จัดให้มีการติดตามกำกับดูแลสถาบันฝึกอบรมหลัก  สถาบันฝึกอบรมสมทบ  สถาบันร่วมฝึกอบรม ที่ได้รับอนุมัติให้เปิดการฝึกอบรมเป็นระยะๆ โดยการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ เป็นผู้ดำเนินการตามแนวทางที่แพทยสภากำหนด    และเสนอรายงานผ่านราชวิทยาลัย  วิทยาลัย   หรือสมาคมวิชาชีพ เพื่อเสนอให้แพทยสภารับทราบเป็นระยะๆ
หากคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ     พบว่าสถาบันฝึกอบรมหลักหรือสถาบันร่วมฝึกอบรมใดไม่มีผู้สมัคร
เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรใดติดต่อกันเกิน ๕ ปี ให้ “พัก” การประกาศรับสมัครแพทย์ประจำบ้านสำหรับหลักสูตรนั้นของสถาบันฝึกอบรมหลักหรือสถาบันร่วมฝึกอบรมนั้นไว้ก่อน จนกว่าคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ จะได้ประเมินสถาบันฝึกอบรมนั้นว่ายังมีความพร้อมในการฝึกอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนด
หากคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบฯ   พบว่าสถาบันฝึกอบรมหลักหรือสถาบันร่วมฝึกอบรมใดไม่มีผู้สมัคร เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรใดติดต่อกันเกิน ๑๐ ปี ให้ “ยกเลิก”  การเป็นสถาบันฝึกอบรมของสถาบันฝึกอบรมหลักหรือของสถาบันร่วมฝึกอบรมกลุ่มนั้น และให้ทำเรื่องแจ้งราชวิทยาลัย    วิทยาลัย    หรือสมาคมวิชาชีพเสนอแพทยสภาเพื่ออนุมัติ หากสถาบันฝึกอบรมมีความประสงค์จะขอเป็นสถาบันฝึกอบรมอีก ให้ดำเนินการตามข้อ ๓

    


จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
 
 

ประกาศ  ณ  วันที่  ๘  มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒

 

(นายแพทย์สมศักดิ์  โล่ห์เลขา)

นายกแพทยสภา

   
ดาวน์โหลดเอกสาร  




 

 
 
 
ติดต่อแพทยสภา : สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา อาคาร 6 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์/Tel : 02-5901886 โทรสาร/Fax : 02-5918614-5 / ฝ่ายจริยธรรม 02-5897700,02-5898800 / ฝ่ายทะเบียน 02-5901884 Fax 02-5901883 /
ฝ่ายบริหาร
02-5901888-9 / ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 02-5901886 / ฝ่ายฝึกอบรม 02-5901880 / ฝ่ายนโยบาย 02-5901887 /  Email : tmc@tmc.or.th

© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์โดยแพทยสภา ห้ามทำการลอกเลียน ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดนอกจากจะได้รับอนุญาต